ReadyPlanet.com
dot
dot
dot
dot


แบนเนอร์ตัวอย่าง


เกล็ดความรู้

 

เทคนิคดีๆ ในการเลือกรั้วบ้าน
การเลือกรั้วของบ้านเป็นการแสดงถึงรสนิยมอย่างหนึ่งของเจ้าของบ้านเพราะว่ารั้วบ้านเปรียบเสมือนหน้าตาของเจ้าของบ้านที่ช่วยสะท้อนรสนิยม วันนี้ทาง MP มีเทคนิค และทริคดีๆในการช่วยเลือกวัสดุในการสร้างรั้วบ้านของคุณมาช่วยแนะนำค่ะ

รั้วเหล็กดัดอิตาลี่( Wrought Iron) สำหรับรั้วเหล็กดัดอิตาลี่นั้นจะให้อารมณ์คลาสสิค สวยงาม ดูมีชีวิต เพราะด้วยความอ่อนช้อยของเหล็กลวดลายที่สร้างสรรค์ให้เกิดความสวยงามแสดงออกถึงรสนิยมและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าเหล็กชนิดอื่

รั้วอัลลอยมีรูปแบบและรายละเอียดของลวดลายค่อนข้างมากลวดลายสวยงามและแสดงออกถึงรสนิยมของผู้อยู่อาศัย ดูเป็นสไตล์ยุโรป มีความแข็งแรงคงทน

รั้วเหล็กลักษณะคล้ายรั้วอัลลอยแต่ด้วยความที่เป็นเหล็กจึงสามารถทำให้มีขนาดเล็กบางกว่าและยังคงความแข็งแรงมีความเรียบง่ายแต่คงไว้ซึ่งความหรูหราในตัวแต่การดูแลรักษาก็ต้องค่อนข้างใส่ใจเพราะอายุการใช้งานที่ยาวนานอาจเกิดการผุกร่อนเนื่องจากปัจจัยทางด้านต่างๆ

รั้วสเตนเลสมีข้อดีคือความทนทานขึ้นสนิมยากและทำความสะอาดง่ายแต่มีข้อจำกัดด้านความยากในการทำลวดลายละสีที่เป็นเนื้อสเตนเลสเท่านั้นจึงมีความมันวาวและอาจดูไม่สวยงามเท่ารั้วอัลลอยหรือรั้วเหล็ก

และนี่ป็นทริคเล็กๆ ที่อาจช่วยในการตัดสินใจในการสร้างรั้วบ้านของคุณ เพราะรั้วบ้าน ไม่ใช่เพียงแค่รั้ว แต่เป็นการบ่งบอกและแสดงออกซึ่งรสนิยมของเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยอีกด้วย

Wrought Iron เป็นแร่เหล็กที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ คงทนจึงเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายในทวีปยุโรป โดยเฉพาะประเทศ อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ เบลเยี่ยม สเปน ซึ่งจะกล่าวได้ว่าประเทศเหล่านี้เป็นต้นตำหรับและแหล่งที่นิยมเหล็ก ร็อท ไอร์ออน(Wrought Iron)มากที่สุด

ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นซึ่งเริ่มจาการถลุงสินค้าแร่เหล็กที่เรียกว่า Low Carbon มีส่วนประกอบของคาร์บอนต่ำ 0.04 เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณต่อการถลุงเหล็กที่กำจัดปริมาณ ออกซิเจนในเนื้อเหล็กให้น้อยที่สุดจากกรรมวิธีในการผลิต ที่พิถีพิถัน ดังนั้นเหล็กร็อทไอร์ออน(Wrought Iron)จึงเป็นเหล็กชนิดที่มีคุณค่าสูง มีความเหนียวและสามารถตีหรือดัดโค้งเข้ารูปได้สวยงามอย่างมีศิลปะ ที่สำคัญคือ ความแข็งแกร่ง ทนทานกว่า โลหะชนิดอื่นที่นำมาเป็นวัสดุที่สร้างสรรค์งานในแบบเดียวกัน

Wrought iron อ่อนนอก เหนียวใน

เหล็กดัดอิตาลีที่เราได้ยินกัน มันก็คืองานโลหะชนิดหนึ่งที่ใช้เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำเนื้อเหล็กจะเป็นสีเทาๆ ในเนื้อเหล็กมีคาร์บอนน้อย ทำให้เป็นสนิมยาก (แต่ก็ยังเกิดสนิมได้) ผสมแร่ธาตุบางอย่างเข้าไป ทำให้เนื้อเหล็กอ่อนแต่เหนียว ขึ้นรูปได้ง่ายไม่แตก หัก ทนแรงบิด ดึง ดัด ม้วนได้ดี  ทนความร้อนได้สูง เชื่อมง่ายซึ่งเหล็กธรรมาดให้ไม่ได้ เนื้อเหล็กทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน อยู่ได้เป็นร้อยปี

 

Wrought iron ใช้กันทั่วไปและเป็นที่นิยมในยุโรปด้วยความแข็งแรงทนทาน  ยุคแรกๆ ที่นำเหล็ก wrought iron มาใช้กันจะนิยมนำมาทำอาวุธใช้ในสงคราม จากนั้นก็พัฒนามาเป็นข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ของประดับตกแต่งภายในบ้านต่างๆ เชิงเทียน เฟอร์นิเจอร์ ราวบันได ราวกันตก โคมไฟทำประตูรั้ว ป้ายซุ้มทางเข้า ป้ายร้าน เลขที่บ้าน หรือเฟอร์นิเจอร์สนาม เครื่องใช้สำนักงาน หรือแม้แต่ชิ้นส่วนรถยนต์ ฯลฯ

รู้มั้ย เหล็กตีขึ้นรูป เหล็กหล่อขึ้นรูป เหล็ดดัดขึ้นรูปต่างกันตรงไหน

อีกเรื่องหนึ่งเจ้าของบ้านไม่ค่อยรู้กันก็คือ วิธิผลิตเหล็กดัดมีให้คุณเลือกถึง 3 เทคนิค ขึ้นอยู่ว่าคุณมีงบมากน้อยแค่ไหน และต้องการงานที่ให้รายละเอียดและคุณภาพงานมากน้อยแค่ไหน

 

เหล็กตีขึ้นรูป  เป็นเทคนิคคลาสสิคใช้มาตั้งแต่ดั่งเดิม ให้ชิ้นงานที่สวยงาม ดูมีชีวิต รายละเอียดสูง ชิ้นงานจะมีน้ำหนักมาก และทำยากที่สุด ใช้เวลาผลิตนานที่สุด และราคาแพงที่สุด มีคนแนะนำมาว่า ถ้าเป็นงาน wrouhgt iron ทางตะวันตก ขนาดของเหล็กจะดูใหญ่ ลวดลายสวยงามตามสไตล์ศิลปะตะวันตก  ในเมืองไทยมักจะไม่ใช้เหล็กขนาดใหญ่เท่าทางตะวันตก จะด้วยเรื่องราคาหรืออะไรก็แล้วแต่ ลวดลายก็จะมีความอ่อนช้อยมากกว่า

 

ส่วนเรื่องราคาค่าตัวที่พูดกันว่า งาน wrought iron สูง  นอกจากเรื่องปริมาณเหล็กที่ใช้แล้ว ถ้าคุณได้ไปเห็นกรรมวิธีผลิตของเขาก็จะเข้าใจว่าทำไมราคาของงาน wrouhgt iron ถึงได้สูง  เริ่มจากช่างต้องเอาเหล็กใส่เตาเผาจนร้อน เนื้อเหล็กเปลี่ยนเป็นสีแดง แล้วค่อยๆ ตีขึ้นรูปทีละนิดๆ จนได้เหล็กที่บิด ม้วน ได้ลวดลาย รูปทรงที่ต้องการ  (นึกภาพ ช่างตีดาบสมัยก่อนที่เคยดูในหนัง )  ว่ากว่าจะได้เหล็กดัดออกมา ช่างต้องใช้เวลาและฝีมือขนาดไหนเพื่อให้ได้เหล็กดัดในแบบที่ต้องการ  ช่างที่ทำงานเหล็กตีได้ดีจึงไม่ได้เป็นแค่ช่างที่มีความรู้งานโลหะอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังใส่ความเป็นช่างฝีมือ ศิลปะ ความเป็นศิลปินในตัวลงไปในชิ้นงานด้วย

 

เหล็กหล่อขึ้นรูป เปลี่ยนจากการตีขึ้นรูปมาเป็นการหล่อในแม่พิมพ์ (cast iron) ช่างใช้เหล็ก wrought iron เหมือนกันแต่เปลี่ยนสถานะจากเหล็กเป็นแท่งๆ เป็นของเหลว เทใส่แม่พิมพ์ แกะออกจากพิมพ์ก็นำไปประกอบชิ้นส่วนเข้ากับโครง ส่วนที่เป็นโครงอาจจะใช้เหล็กเนื้อกลวงแทน เพื่อเป็นการลดต้นทุน เทคนิคนี้ช่วยย่นระยะเวลาการผลิตลงได้มาก และผลิตได้ในจำนวนมากๆ แต่ก็จะมีเสียงติงว่า ความอ่อนช้อย สวยงาม ความบึกบืน แข็งแรง การเก็บรายละเอียดของชิ้นงานได้ไม่เท่าเหล็กตีขึ้นรูปทำได้  ในเมืองไทยลวดลายเหล็กดัดสำเร็จพวกนี้ ก็มักจะเป็นลายเถาองุ่น ลายใบไม้ 

 

ช่างบางคนเลยแก้ปัญหาด้วยการผลิตงานที่ผสมระหว่างงานเหล็กตีผสมงานเหล็กหล่อเข้าด้วยกัน โดยตัวที่เป็นโครงยังใช้เหล็ก wrought iron เนื้อตัน ส่วนที่เป็นงานตกแต่งชิ้นเล็กๆ เพื่อความรวดเร็วก็จะหล่อจากแม่พิมพ์ แล้วนำมาประกอบเป็นลวดลายแล้วเชื่อมติดกัน เทคนิคนี้ นอกจากจะผลิตได้เร็วขึ้นแล้ว เจ้าของบ้านก็จะได้งานที่ดูใกล้เคียงกับเทคนิคเก่าแก่ ในราคาที่ต่ำลง  เวลาที่เปรียบเทียบราคาของเหล็กดัดอิตาลีแต่ละเจ้า ถ้าจะให้มั่นใจ ก็ควรจะเปรียบเทียบว่าใช้เหล็กที่ผลิตด้วยวิธีเดียวกันมั๊ย ถ้าใช้ จำนวนเถาองุ่น หรือใบไม้ที่จะให้ ให้เท่ากันหรือไม่  การเปรียบเทียบแต่ราคาอย่างเดียวอาจจะไม่ได้แปลว่าเจ้าที่ถูกกว่าจะคุ้มค่ากว่าเสมอไป

 

เหล็กดัดขึ้นรูป ในทีนี่หมายถึงเหล็กดัดที่ใช้เหล็กธรรมดาที่เห็นอยู่ทั่วไปตามบ้านพักอาศัย ใช้เหล็กขนาดต่างๆ ตัดเป็นท่อนแล้วนำไปเผาไฟให้ร้อน จนเนื้อเหล็กอ่อนตัวลง แล้วดัด บิด เชื่อมให้กลายเป็นลวดลายต่างๆ  เข้ากับโครงเหล็กทีอาจจะใช้เหล็กเนื้อกลวง แล้วทาสีทับ  งานเหล็กดัดประเภทนี้ ช่างที่มีความรู้แต่เฉพาะงานโลหะก็สามารถทำได้  รูปร่างหน้าตาก็อาจจะไม่สวยงาม อ่อนช้อยเท่าไหร่ ลวดลายหรือแบบก็จะมีไม่มากนัก   เส้นสาย ลวดลายต่างๆ ก็จะดัดโค้ง บิดได้มากนัก  ที่สำคัญเป็นสนิมเร็วกว่าเหล็ก wrought iron

 

 เหล็กดัดอิตาลี คุณค่าหรือมูลค่า

นอกจากความหรูหรา โอ่อ่า สร้างความภูมิฐานให้กับตัวบ้าน สะท้อนรสนิยมและฐานะของเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดีแล้ว ในแง่ของศิลปะ งานเหล็กดัด wrought iron  ยังได้ชื่อว่าเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าไม่แพ้มูลค่าในตัว ที่เปลี่ยนโลหะที่แข็ง กระด้างที่สุดชนิดหนึ่งของโลกให้กลายเป็นงานศิลปะที่ดูมีชีวิตชีวา  ที่สำคัญ ทุกกระบวนการผลิต ไม่ได้ใช้เครื่องจักรเลย

 

ยิ่งถ้าได้ช่างที่เก่งงานโลหะแล้วมีหัวทางศิลปะด้วย wrought ironที่ตีขึ้นรูปจะออกมาดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ รายละเอียดของลวดลายต่างๆ แต่ละชิ้นใกล้เคียงกันแต่ไม่ซ้ำกัน  จะต้องออกแบบลวดลายอย่างไรถึงจะเกิดความสวยงาม กลมกลืน ช่องไฟแต่ละช่องควรจะเว้นแค่ไหนถึงจะออกมาสวยงามลงตัว ต้องออกแรงตีเหล็กหนักเบาแค่ไหนถึงจะเปลี่ยนเหล็กเผาไฟจนแดงเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ สังเกตที่ปลายลวดลาย ช่างจะตี รีดให้เหล็กเรียวลง

 

 

แม้แต่ในจุดเล็กๆ ที่ไม่สำคัญอย่างส่วนปลายสุดของลวดลาย ช่างที่มีความเป็นศิลปินก็จะใส่รายละเอียดลงไปให้ ทั้งการดึง รีดให้เนื้อเหล็กเพรียว บาง เรียว แหลม เล็กแค่ได้ก็ได้ หรือการทำ texture บนเนื้อเหล็ก

 

ตรงนี้เองที่เป็นจุดต่างระหว่าง wrought iron แบบตีขึ้นรูปกับ wrought iron แบบหล่อพิมพ์ เพราะถ้าเป็นงานเหล็กหล่อ จะไม่สามารถให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ได้เลยหรือทำได้น้อยมาก เพราะว่าชิ้นส่วนหล่อขึ้นมาเป็นชิ้นๆ จะมาแต่งเพิ่มเติมภายหลังไม่ค่อยได้ ส่วนเหล็กดัดทั่วไป ก็อย่างที่รู้กันว่าเน้นการผลิตเร็ว ผลิตได้จำนวนมากไว้ก่อน ส่วนเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ความหรูหราสู้งานที่เป็น wrought iron ไม่ได้เลย

 

 บำรุงรักษาเหล็กดัดอิตาลี

เรื่องการดูแลรักษาเหล็กดัดอิตาลี ต้องดูแลมากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับหลายๆ อย่าง ถ้าเป็นงานคุณภาพดี ใช้เหล็กที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเนื้อตัน ใช้สีที่ใช้ในในการพ่นเคลือบรถยนต์ซึ่งเป็นเกรดดีกว่าสีอุตสาหกรรมทั่วไป ชิ้นงานจะมีความมันวาวสูง การอบสีตามมาตรฐานหรือเป็นการอบแบบคุณภาพสูง สีก็จะยึดเกาะกับเนื้อเหล็กได้ดี ไม่สีจางหรือลอกล่อนง่ายๆ อายุการใช้งานของเหล็กก็จะอยู่นานมากๆ

 

แต่ถ้าเหล็กไม่ผ่านมาตรฐาน สีคุณภาพต่ำ วิธีการอบไม่ได้มาตราฐาน เจ้าของบ้านก็อาจจะต้องขัดสนิม-ทำสีกันทุก 3-4ปี แทน ซึ่งก็คงไม่ค่อยมีใครชอบสักเท่าไหร่ เพราะทำสีใหม่ครั้งหนึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ถูกเท่าไหร่  ทั่วๆ ไปถ้าเป็นงานคุณภาพก็จะอยู่ที่

 

ถึงเวลาต้องเลือก

คงพอได้คำตอบกันแล้วว่า ทำไมเหล็กดัดอิตาลี (wrought iron) ถึงได้เป็นของที่มีราคา  สำหรับคนที่คนที่มองคุณค่าของงาน นิยมงานศิลปะ ชื่นชอบความหรูหรา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และพร้อมในเรื่องของงบประมาณ การลงทุนกับเหล็กดัด wroght iron ดีๆ คุณภาพสูงสักชิ้น wrought iron ก็จะตอบโจทย์ในเรื่องรสนิยมความชอบส่วนตัว

 

 

ส่วนคนที่มีงบประมาณจำกัดแต่ชอบเสน่ห์ของเหล็กดัดอิตาลี  การเลือกใช้ wrought iron ที่ใช้งานเหล็กขึ้นรูปเสริม ก็อาจจะเป็นอีกทางออกหนึ่ง

"เหล็ก" กับ "เหล็กกล้า"

ข้อแตกต่างระหว่างเหล็ก (iron) กับเหล็กกล้า (steel) ที่สำคัญได้แก่:

เหล็กกล้า ผลิตจาก เหล็ก ที่ผ่านการกำจัดคาร์บอนออกไปให้เหลืออยู่น้อยกว่า 2% (โดยน้ำหนัก) ทำให้มีความบริสุทธิ์ของเหล็กสูงกว่า 94% และมีธาตุอื่นประกอบอยู่เพียงเล็กน้อย

เหล็กกล้า มีความยืดหยุ่น คงทน สามารถดัดเป็นรูปร่างต่างๆ ได้ดีกว่า และใช้งานได้หลากหลายกว่า เหล็ก เนื่องจากผ่านกรรมวิธีในการปรับปรุงคุณภาพในกระบวนการหลอมน้ำเหล็กแล้ว

   เหล็ก มีความแข็งกว่าเหล็กกล้าก็จริง แต่ความแข็งแรงน้อยกว่า 

ป้องกันสนิม

 

 การดูแลรักษาไม่ให้เหล็กเป็นสนิม ควรทาสีกันป้องกันสนิมและควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน เพื่อให้ชิ้นงานมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น โดยมีตัวอย่าง

 

สีป้องกันสนิมดังนี้

 

(1) สีรองพื้นป้องกันสนิมอีพ๊อกซี มีคุณภาพสูงความทนทานมากและทนต่อแรงเสียดทนทานขูดขีดแต่มีราคาสูงและมีส่วนผสมมาก ต้องผสมให้ตามอัตราส่วน ห้ามปรับเปลี่ยนถ้าไม่ชำนาญในการผสมจะทำให้สีเสียหรือด้อยคุณภาพป้องกันสนิมได้ไม่ดี การใช้งานควรใช้งานที่ต้องการความคงทนของสี เช่น เสาเหล็กสูง สิ่งก่อสร้างใกล้ทะเล เครื่องบิน งานเหล็กที่มีราคาสูง

 

(2) สีรองพื้นป้องกันสนิมอัลขีดเรซิ่น นิยมใช้กันมากป้องกันสนิมได้ดีพอใช้มีความยืดหยุ่นของสีดี มีลักษณะเป็นผงสีจำพวกเรดออกไซด์ ทนต่อแรงเสียดทานและขูดขีดปานกลาง ใช้งานง่าย ราคาถูก ข้อควรระวังในการใช้สีชนิดนี้คือไม่ควรผสมน้ำมันมากเกินไปควรผสมสีตามวิธีและอัตราส่วนที่ผู้ผลิตกำหนด ใช้งานได้ตั้งแต่งานทั่วไป จนถึงงานคุณภาพปานกลาง และควรทาสีจริงทับหน้าด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันสนิมให้ดียิ่งขึ้น

 

(3) สีรองพื้นป้องกันสนิมเรดเลด มีส่วนผสมของสารป้องกันสนิมประเภท ตะกั่วและดีบุก ทำให้มีความคงทนต่อสนิมได้มากขึ้น และผสมสารเพิ่มคุณภาพเพื่อปรับปรุงคุณสมบัติด้านอื่นๆ เช่น สารต่อต้านการเกิดสนิม สารเพิ่มความแข็งแรง สารเพิ่มการยึดเกาะของสี ทำให้สีรองพื้นป้องกันสนิมชนิดนี้ มีประสิทธิภาพดีขึ้น นิยมนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรม งานโครงสร้างขนาดใหญ่ วิธีการผสมง่ายสามารถป้องกันการเกิดสนิมได้ดี และมีราคาถูก

รอบรู้เรื่องกระจก

กระจกมีคุณสมบัติโปร่งใส ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นทัศนียภาพภายนอกได้ ทั้งยังเพิ่มความสวยงามให้กับงานด้วยคุณสมบัตินี้กระจกจึงถูกนำไปใช้ในการทำผนังภายนอกอาคาร ทั้งกระจกยังเป็นวัสดุสำเร็จรูป ที่ติดตั้งง่ายและรวดเร็ว ปัจจุบันจึงนิยมใช้กระจกในการทำผนังภายนอกของอาคารแทนผนังทึบซึ่งมีความยุ่งยากในการก่อสร้างมากกว่า และยังก่อให้เกิดความโปร่งโล่งทั้งในแง่ของทัศนียภาพและแสงสว่างต่อผู้ใช้อาคาร ในทางกลับกันกระจกที่เป็นวัสดุโปร่งใสนอกจากจะให้แสงสว่างจากธรรมชาติภายนอกเข้ามาภายในอาคารแล้วยังนำความร้อนจากแสงแดดเข้ามาอีกด้วย ดังนั้นการเลือกใช้กระจกแต่ละประเภทให้ถูกต้องกับการใช้งานทั้งในแง่ของคุณสมบัติ การประหยัดพลังงาน และความสวยงามไปพร้อม ๆ กัน

ปัจจุบันอาคารต่างๆ ส่วนใหญ่นิยมใช้กระจกเป็นส่วนประกอบของผนังอาคาร เนื่องจากมีความสวยงามและช่วยให้สามารถมองออกไปเห็นทัศนียภาพภายนอกได้มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการเลือกใช้กระจกของผู้ออกแบบอาคารควรคำนึงถึงความร้อนที่จะเข้ามาภายในอาคาร การประหยัดพลังงาน ความสวยงาม และความปลอดภัยของผู้ใช้อาคารเป็นสำคัญ

การทำความสะอาดกระจก

^วัสดุ- อุปกรณ์ที่ใช้มีอะไรบ้าง ???

กระดาษหนังสือพิมพ์ 

น้ำยาเช็ดกระจก

อุปกรณ์ฉีดพ่น

 ผ้าสะอาดนุ่มๆ

 

^^  วิธีการทำความสะอาด ???

 ฉีดพ่นน้ำยาเช็ดกระจก ลงบนพื้นที่ๆต้องการทำความสะอาดให้ทั่วบริเวณ จากนั้นใช้ กระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดให้แห้งและเวลาทำความสะอาดหน้าต่างให้เช็ดสลับกับอีกด้านหนึ่ง เช่น : เช็ดตามขวางของแผ่นกระจกด้านหนึ่งและอีกด้านให้เช็ดตามยาวจะเห็นรอยสกปรกได้ชัดกว่าเช็ดไปตามทางเดียวกัน แค่นี้กระจกก็สวยใสไม่ยากเลยใช่มั้ยล่ะคะ

 

^^  ข้อควรระวัง ???

 

1.      ต้องแน่ใจว่ากระดาษที่นำมาเช็ดกระจกไม่มีสิ่งสกปรก แข็งหรือแหลมคม เช่น ทราย หิน แก้ว ฯลฯ

2.      การฉีดพ่นน้ำยา ควรระมัดระวังอย่าให้เข้าตา

 

^สารเคมีที่ใช้การทำความสะอาดกระจกมีอะไรบ้าง ^^

 

·               แอมโมเนีย  (เรียกอีกอย่างว่า เยี่ยวอูฐ ) ใช้ 2-3 หยด ผสมกับน้ำครึ่งถัง ใช้ล้างกระจกเงาและกระจกหน้าต่าง จะเป็นเงางามไม่สกปรกง่าย

·               น้ำเกลือผสมกับน้ำ คนให้ละลาย ใช้ล้างสิ่งสกปรกที่เปื้อนกระจกออกได้ง่าย

·               โซดาที่ใช้ทำขนม (โซดาไบคาร์บอเนต) ใช้ทำความสะอาดกระจกช่วยให้กระจกดูใสขึ้น

·               แอลกอฮอล์ผสมกับน้ำ  อย่างละเท่าๆ กัน ราดบนแผ่นหนังสือพิมพ์ ใช้ขัดกระจกเป็นเงางาม

·               กระดาษหนังสือพิมพ์ขยุ่มชุบน้ำเช็ดกระจก จะใสสะอาดกว่าใช้สบู่หรือผงซักฟอกและใช้แทนน้ำยาเช็ดกระจกได้

·               กลีเซอรีน ใช้ถูกระจกให้ทั่ว ป้องกันกระจกเปียกชื้น หรือน้ำค้างเกาะกระจกเป็นฝ้า

·               สารส้มผสมเบียร์  ใช้ทากระจกที่มัวเป็นฝ้าแล้วใช้ผ้าขัดกระจกจะใสแวววาว

·               ดีเกลือผสมเบียร์ ใช้เช็ดกระจกกันฝ้าขุ่นมัว

·               แอมโมเนียผสมกับน้ำส้มสายชู ใช้เช็ดกระจกให้ใสสะอาด หมดคราบมัน

 

 

·               น้ำมันเบนซินหรือทินเนอร์ชุบสำลี ใช้เช็ดกระจกที่เปื้อนยางเทปที่ติดกระจกได้ค่ะ